วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ดราม่าแดงเดือด

จำได้ไหมครับว่าศึกแดงเดือดครั้งสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมลูกทีมห้ำหั่นกับคู่แค้นตลอดชาติอย่าง ลิเวอร์พูล ผลออกมาเป็นอย่างไร

อืมมมมม...เชื่อว่าหลายคนคงจำไม่ได้แล้วล่ะ แถมความจริงมันก็เป็นเพียงแค่เกมๆ หนึ่งที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าจดจำสักเท่าไหร่ sagame
บันทึกว่าศึกแดงเดือดนัดสุดท้ายของคุณป๋า แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเป็นแดงเดือดธรรมดาๆ นัดหนึ่งที่ไม่มีดราม่าใดๆ ผิดกับฤดูกาลก่อนหน้านั้นที่ หลุยส์ ซัวเรซ กับ ปาทริซ เอวร่า ก่อดราม่าจับมือบรรลือโลก
นับตั้งแต่ท่านพระยาหมื่นลูกหนังอำลาตำแหน่งพ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อ 2013 แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล ห้ำหั่นกันศึกแดงเดือดไปแล้ว 15 นัด
แบ่งเป็นพรีเมียร์ลีก 12 นัด, ยูโรปา ลีก 2 นัด และลีก คัพ 1 นัด
ผลงานโดยรวมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ถือว่าดีกว่า ลิเวอร์พูล เล็กน้อย คือชนะ 6 เสมอ 5 และแพ้ 4
ดราม่าแดงเดือด
เดวิด มอยส์ คุมทีมทำศึกแดงเดือด 3 นัด (ชนะ 1 แพ้ 2)
หลุยส์ ฟาน กัล 6 นัด (ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 1)
โชเซ่ มูรินโญ่ 5 นัด (ชนะ 1 เสมอ 3 แพ้ 1)
และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา 1 นัด (เสมอ)
แต่ 8 นัดล่าสุดที่เจอกันในทุกรายการ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม
หากนับเฉพาะในศึกพรีเมียร์ลีก 10 นัดล่าสุด ผลปรากฏว่า ลิเวอร์พูล ก็เอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเช่นกัน
พูดกันหลายปากว่าบัดเดี๋ยวนี้ศึกแดงเดือดไม่ค่อยมีความเข้มข้นและเดือดดาลระดับ 80,000 ตีนถีบเหมือนก่อน อัตราความเมามันของการเซิ้งแข้งกันบนลานจอดหญ้าลดลงอย่างน่าใจหาย
ขอบอกว่าเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มันเป็นแบบนั้น เพราะการเข้ามาเป็นกุนซือปีศาจแดงของ โชเซ่ มูรินโญ่ นี่แหละ
ดราม่าแดงเดือด
เจ้าของสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" มีความหลังกับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ตอนคุม เชลซี แล้วนะครับ เมื่อเจอกันในศึกแดงเดือดจึงนิยมใช้เหลี่ยมเล่ห์และกลยุทธ์ เพื่อเน้นผลการแข่งขัน ผิดกับในอดีตที่คู่นี้ใส่กันเต็มดอกให้ตายหงส์ตายห่านกันไปข้าง ด้วยเป็นการศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้
ยุคที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นกุนซือปีศาจแดง การศึกระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล จึงจบลงด้วยการเสมอกันแบบจืดชืดถึง 3 นัด
แม้อัตราความเมามันจะลดน้อยลงไปในช่วงหลัง กระนั้นยังเกิดดราม่าน่าจดจำมากมาย
พลพรรคหงส์แดงเคยบุกถล่ม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ตอนที่ เดวิด มอยส์ คุมทีม โดยที่ผู้ตัดสิน มาร์ค แคล็ตเท่นเบิร์ก มอบจุดโทษ ลิเวอร์พูล ถึง 3 ครั้งในเกมนั้น
แหม่...นี่ถ้าทะลึ่งให้จุดโทษทีมเยือน 3 ครั้งในเกมเดียวที่ แอนฟิลด์ เข้าใจว่า "พี่มาร์ค" คงถูกแฟนบอลเจ้าถิ่นจับโก้งโค้งแล้วเอานกหวีดยัดเข้าไปในรูตูดแล้วล่ะ อิอิอิ
ตอน หลุยส์ ฟาน กัล เป็นผู้จัดการทีมปีศาจแดงก็เกิดดราม่าที่น่าจดจำมากมาย

ตัวอย่างเช่นการลากเลื้อยเข้าไปสังหารหงส์แดงของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ลงเล่นเป็นนัดแรกในฐานะตัวสำรอง หรือใบแดง 38 วินาทีของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่เขาเหมือนถูกเจ้านายตัวเองอย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ส่งลงไปตายแท้ๆ เหตุเพราะพี่แกหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมสำคัญแบบนี้ แพสชั่นจึงอัดอั้นจนบวมเป่งเต็มที่ ก่อนระเบิดออกด้วยการพุ่งเข้าเสียบ อันเดร์ เอร์เรร่า อย่างอำมหิตยิ่งนัก
ดราม่าแดงเดือด
ชัยชนะครั้งสุดท้ายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในศึกแดงเดือดเกิดขึ้นตอน โชเซ่ มูรินโญ่ ยังเป็นกุนซือที่วางแผนให้ลูกทีมเน้นเกมรับอย่างเหนียวแน่นบนความรัดกุม และระมัดระวัง โดยสั่งให้แอชลี่ย์ ยัง เป็นคนคอยตามประกบดาวเตะที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงทะลุส้นตีนที่สุดในนาทีนั้นอย่าง โมฮาเหม็ด ซาล่าห์
แมนฯ ยูไนเต็ด อาศัยยุทธ์วิธีการเล่นแบบ "พาร์ค เดอะ บัส" พลางหาจังหวะสวนกลับด้วยลูกยาว ก่อน มาร์คัส แรชฟอร์ด จะสถาปนาตัวเองเข้าไปอยู่ในทำเนียบ "สเก๊าซ์ เดสทรอยเยอร์ส" ด้วยกดคนเดียว 2 ดอก
แต่ธันวาคมปีที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ถูกพวกหงส์สังหารพลางล้างแค้นอย่างสาสมที่ แอนฟิลด์ ถึงขนาดกระเด็นออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมปีศาจแดงเลยทีเดียว !!!
แล้วศึกแดงเดือดที่กำลังจะเดินทางมาถึงเมืองมนุษย์อีกครั้งในวันอาทิตย์นี้ล่ะ ???
ศึกแดงเดือดจัดเป็นเกมฟาดแข้งอยู่นอกเหนือจากเหตุผลทางด้านฟุตบอลนะครับ
สิ่งที่ไม่คาดฝัน หรือเรื่องบ้าๆ บอๆ สามารถเกิดขึ้นได้แบบไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น แม้ผลงานและฟอร์มการเล่นของทั้ง 2 ทีมในตอนนี้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมดาดๆ ระดับกลางตารางอย่างสมบูรณ์แบบด้วยรูปแบบการเล่นที่สะเปะสะปะสิ้นดี เกมรุกก็ห่วยแตก และประสิทธิภาพต่ำอย่างจงหนัก
ดราม่าแดงเดือด
8 นัดที่ผ่านมาในพรีเมียร์ลีก พวกเขายิงได้แค่ 9 ประตูเท่านั้นเอง
ตรงกันข้ามกับ ลิเวอร์พูล ที่กะซวกชัยมา 8 เกมติดต่อกัน
ย้อนกลับไปในศึกแดงเดือดขบวนล่าสุด เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ดูเหมือน เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเกรงใจในศักดิ์ศรีของ แมนฯ ยูไนเต็ด มากเกินไปหน่อย ทั้งที่สภาพของปีศาจสามง่ามไม่ค่อยสมประกอบสักเท่าไหร่
ผ่านไป 21 นาที อันเดร์ เอร์เรร่า ได้รับบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวจนต้องให้ เจสซี่ ลินการ์ด ลงมาแทน
ถัดมา 4 นาที ฆวน มาต้า ถูกอาการบาดเจ็บกระชากออกจากสนามอีกคน
เท่านั้นไม่พอตัวสำรองอย่าง เจสซี่ ลินการ์ด ก็ดันมาบาดเจ็บจนต้องเปลี่ยนตัวออกก่อนจบครึ่งแรกไม่กี่นาที
แทนที่จะสวมวิญญาณฆาตกรโรคจิตสั่งลูกทีมเดินหน้าฆ่ามัน
เจอร์เก้น คล็อปป์ กลับเลือกที่จะเล่นแบบเพลย์เซฟ หวังควักแค่คะแนนเดียวจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด ก่อน 2 แต้มที่หายไปจะส่งผลเสียหายต่อตัวเองในบั้นปลาย
นั่นคือหนึ่งในความภาคภูมิใจอันน้อยนิดของบรรดาเด็กผีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว
ดราม่าแดงเดือด
สำหรับการศึกครั้งนี้
ว่ากันว่ามันอาจเป็นเกมชี้ชะตาของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลยทีเดียว
เฉพาะอย่างยิ่งหากถูกคู่แค้นตลอดชาติอย่าง ลิเวอร์พูล บุกมาเหยียบจมูกถึงถิ่น เขามีสิทธิ์ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับ โชเซ่ มูรินโญ่
ดังนั้นคุณน้าลูกอมจึงจำเป็นต้องวางแผนการเล่นอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด เพื่อหยุดยั้งเครื่องจักรสีแดงผู้อหังการให้จงได้
ผมสังหรณ์ใจว่าจะเกิด "ดราม่า" ว่าแล้วขออนุญาตคิดถึงผลลัพธ์ของการศึกครั้งนี้นี้ดูเล่นๆ นะครับ
1. แมนฯ ยูไนเต็ด เอาตัวรอดจากความพ่ายแพ้แบบหวุดหวิดพลางหยุดสถิติชนะรวดของ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ
2. แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมแรกในฤดูกาลนี้ที่ยัดเยียดความปราชัยให้ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ
3. ลิเวอร์พูล บุกถล่มโรงละครแห่งความฝันจนราบเป็นหน้ากลอง ทำสถิติชนะ 9 นัดติดต่อกันตั้งแต่เปิดฤดูกาล และทำสถิติชนะ 18 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกเทียบเท่า แมนฯ ซิตี้ สถานการณ์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกต่ำดำดิ่งยิ่งกว่าตกลงไปในเหวนรก แถมส่งวิญญาณของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไปสู่สุคติ
ดราม่าแดงเดือด
หนทางแรกมีโอกาสเป็นไปได้ประมาณ 5%
ส่วนหนทางที่สองมีโอกาสประมาณ 3%
ในยุคหลังๆ ของศึกแดงเดือดมักจะเป็น ลิเวอร์พูล ที่เป็นฝ่ายเล่นได้เหนือกว่า บุกมากกว่า มีโอกาสทำลายตาข่ายมากกว่า และสมควรเป็นผู้ชนะมากกว่า
สุดท้ายมักจะไม่ชนะ...ซะอย่างนั้น
แต่ถ้าว่ากันด้วยเหตุผลของฟุตบอลล้วนๆ โดยไม่เกี่ยวกับพลังงานบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
แมนฯ ยูไนเต็ด รอดยากครับ แถมมีโอกาส "คาบ้าน" ค่อนข้างสูงซะด้วย
...ว่าแล้วก็ตัวใครตัวมันนะครับ
บอ.บู๋

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ถึงกับต้องลบทิ้ง! แม็กไกวร์ทวิตสั้นๆกลับโดนแฟนแมนยูถล่มยับ

ถึงกับต้องลบทิ้ง! แม็กไกวร์ทวิตสั้นๆกลับโดนแฟนแมนยูถล่มยับ

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกกองเชียร์หลายคนของทีมตำหนิ โทษฐานที่โพสต์ข้อความลง ทวิตเตอร์ ในเชิงเหมือนพอใจที่ทีมเสมอกับ อัลค์มาร์ 0-0 ในเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม แอล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยล่าสุดเขาก็ลบโพสต์นี้ทิ้งไปแล้ว

   แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานโดยรวมได้น่าผิดหวังในช่วงต้นฤดูกาลนี้ เว็บพนันครบวงจร จากการชนะในช่วงเวลาปกติได้เพียง 3 เกมจาก 10 นัดในทุกรายการ ซึ่งเกมกับ อัลค์มาร์ พวกเขาก็เล่นได้ย่ำแย่จนถึงขนาดไม่มีจังหวะยิงตรงกรอบแม้แต่ครั้งเดียวด้วย
    ทั้งนี้ หลังจบเกมไปแล้วนั้น แม็กไกวร์ ที่มีชื่อเป็นตัวสำรองในเกมนี้ แต่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม เว็บพนันครบวงจ ก็โพสต์ข้อความลงบน ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังว่า "1 แต้มกับเกมเยือน ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะครับ แล้วเจอกันวันอาทิตย์นี้นะ @ManUtd #MUFC"
    อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวก็ทำให้ "เร้ด อาร์มี่" หลายคนเข้าไปรุมพิมพ์ข้อความตำหนิเขาอย่างหนัก อย่างเช่น "เราไม่ใช่ ฮัลล์ ซิตี้ นะพวก", "ฉันชอบนายนะ แต่ได้โปรดอย่าแกล้งทำเป็นว่านี่เป็นผลงานที่ยอมรับได้เลย" และ "เรารักนายนะ แฮร์รี่ แต่ขอร้องล่ะ อย่าพูดให้มันดูดีเลย" เป็นต้น ขณะที่กองเชียร์ของทีมอื่นๆ ก็เข้าไปพิมพ์ข้อความล้อเลียนเขา ซึ่งล่าสุด แม็กไกวร์ ตัดสินใจลบโพสต์ดังกล่าวทิ้งไปแล้ว